All posts by admin

วิธีรีเซ็ทไฟ สายพาน Timing,ไฟเตือน กรองน้ำมันดีเซล ใน D4D

วิธีรีเซ็ทไฟ สายพาน Timing,ไฟเตือน กรองน้ำมันดีเซล ใน D4D

*เจอมานานแล้วจำที่มาไม่ได้แล้วครับ ต้องขออภัยท่านเจ้าของข้อความด้วย***

ทั้ง 2 วิธีนี้ตัวกระผมเองได้ลองทำมาแล้วกับรถ D4D ของผมเอง ได้ผลชัวร์ ไม่มีผลข้างเคียง
เหมาะสำหรับท่านที่จ้างช่างข้างนอกเปลี่ยนเอง (ที่ไว้ใจได้หน่อย) แล้วเรามารีเซ็ทเองทีหลังครับ เพราะช่างบางที่ก็ไม่รู้

ถ้าเข้าศูนย์ก็ 3800 บาท ของผมซื้ออะไหล่แท้ที่ตัวแทนจำหน่าย แถวคลองถม มีลูกรอกสายพาน และสายพาน
ราคาประมาณ 2100 บาท (รวมส่วนลดแล้ว) จ้างช่างที่บ้าน ค่าแรง 250 บาท ก็ประหยัดไปได้พอตัว
แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละท่านนะครับ เอามาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง

แถมอีกนิดนึง ที่กรองอากาศ บริเวณฝาครอบกรอง จะมีตัว senser Air Flow ที่ตรวจวัดปริมาณอากาศ
สามารถถอดออกมาเช็ดทำความสะอาดได้

1. ปลดคลิบล็อคสายไฟที่ขั้ว
2.ไขสกรู 2 ตัว (ถ้าจำไม่ผิด) ออก แล้วดึง Air Flow ขึ้นมาได้เลย

ทำความสะอาดโดยใช้ผ้านุ่มๆไม่มีขนเช็ดเอาคราบเขม่าที ่เกาะติด ที่ตัวเข็ม Air Flow
ออกให้หมดใส่กลับเข้าที่เดิม ลองสตาร์ทแล้วขับดูจะเห็นถึงความแตกต่างว่ารถเรามันพ รุ่งขึ้น จี๊ดขึ้นมากกว่าเดิม

วิธีการลบไฟเตือน T-Belt

1.บิดสวิทช์กุญแจไปที่ตำแหน่ง ON แล้วกดปุ่มปรับระยะทางให้อยู่ในที่ตำแหน่ง ODO
2.บิดสวิชท์กุญแจไปที่ตำแหน่ง OFF
3.กดปุ่มปรับระยะทางพร้อมกับบิดสวิทช์กุญแจไปที่ตำแห น่ง ON ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที
4.ปล่อยปุ่มปรับระยะทาง แล้วกดไป 1 ครั้ง จะมีตัวเลข 15 แสดงขึ้นมา
5.กดปุ่มปรับระยะทางทีละครั้งตัวเลขจะเปลี่ยนเพิ่มขึ ้นเรื่อยจาก 1,2,3,4,5…… ซึ่งตัวเลขแต่ละตัวจะแทนหลักหมื่น เช่น
15 คือ 150000 กม. และเป็นตัวเลขระยะทางที่ตั้งไว้ให้ไฟเตือน T-Blet แสดงเมื่อระยะทางถูกนับจนครบตามที่ตั้งไว้
6. เมื่อตั้งเลขได้แล้ว ให้กดปุ่มปรับระยะทางค้างไว้ประมาณ 5 วินาที
7. ปล่อยปุ่มปรับระยะทาง แล้วกดไป 1 ครั้ง ตัวเลขจะเปลี่ยนไปอยู่ในที่ตำแหน่ง ODO
8.บิดสวิชท์กุญแจไปที่ตำแหน่ง OFF แล้วบิดสวิทช์กุญแจไปที่ตำแหน่ง ON อีกที ไฟเตือน T-Belt จะดับไปเอง

ทั้งนี้ผมไม่แนะนำให้การดับไฟเตือน T-Belt เอง
โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสายพานราวลิ้นนะครับ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ได้

วิธีดับไฟเตือน FUEL FILLTER D4D
(ผมว่าทำยากกว่าดับไฟ T-Belt ต้องทำช้าๆ เหยียบให้สุด และฟังเสียงติ๊กที่รีเลย์ เวลาปิด-เปิดสวิชท์กุญแจด้วย ถ้าทำเร็วไปจะไม่ผ่าน)
เมื่อเปลี่ยนกรองดีเซลตอน 40000 กิโลเมตรแล้วให้ทำดังนี้พี่

เตรียมสายไฟสักเส้นยาวสัก 5-7 เซนติเมตรปลอกสายทั้งสองข้างทำเป็นสาย jump
กรณีที่ 1กรณี ที่ ใช้งานครบ ทุกๆ 40000 กม. และหลอดไฟติด FUEL FILTER ติดค้าง เมื่อเปลี่ยนกรองแล้ว ให้ทำดังนี้
1. เปิด IGSW “ON”
2. ปิด IGSW “OFF” **
3. ลัดวงจร TC-E1 ที่กล่องตรวจสอบ (diagnostic box) (อยู่ที่ห้องเครื่อง ติดกับตัวเครื่องยนต์ด้านขวามือเรา เป็นกล่องสีดำเขียนว่า diagnostic box )
4. เปิด IGSW “ON” จากนั้นกด-ปล่อยแป้นคันเร่ง 10 ครั้ง *
5. ปิด IGSW “OFF” **
6. เปิด IGSW “ON”
7. กด-ปล่อย แป้นคันเร่ง 3 ครั้ง
8. ปิด IGSW “OFF” **
9. เปิด IGSW “ON”
10. กด-ปล่อยแป้นคันเร่ง 5 ครั้ง
11. ปิด IGSW “OFF” **
12. เปิด IGSW “ON”
13. ขั้นตอนนี้ จะพบว่าหลอดไฟ FUEL FILTER ดับลง
14. ปิด IGSW “OFF” **
15. เปิด IGSW “ON”
16. กด-ปล่อยแป้นคันเร่ง 10 ครั้ง (ภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที)
17. ปิด IGSW “OFF” **
18. เปิด IGSW “ON”
19. กด-ปล่อยแป้นคันเร่ง 3 ครั้ง
20. ปิด IGSW “OFF” **
21. เปิด IGSW “ON”
22. ปิด IGSW “OFF” **
23. เปิด IGSW “ON”
24. ปิด IGSW “OFF” **
25. ดึงสาย jump TC-E1 ออกจากกล่องตรวจสอบ (diagnostic box)
26. สตาร์ท เครื่องยนต์ และตรวจสอบ ว่าหลอดไฟ FUEL FILTER ดับ

* กด-ปล่อย แป้นคันเร่ง 1 ครั้ง(กด-ปล่อย ให้สุดระยะของแป้นคันเร่งและอยู่ภายในเวลา 1 วินาที
** ขณะ ปิด IGSW “OFF” ให้ฟังเสียง รีเลย์ ด้านคนขับ ดัง “คลิ๊ก” ก่อนปฏิบัติขั้นตอนต่อไปทุกครั้ง
ขั้นตอน ที่ 1-13 เป็นขั้นตอนทำให้หลอด FUEL FILTER ดับ
ขั้นตอน ที่ 14-25 เป็นวิธีการที่ให้กล่อง ECU เริ่มต้นนับ ระยะทาง ที่ 0 กม.ใหม่หลังจากเปลี่ยนกรองเชื้อเพลิงแล้ว

กรณีที่ 2กรณีที่ต้องเปลี่ยนกรองเชื้อเพลิง ก่อนถึงระยะทาง 40000 กม. เนื่องจากใช้น้ำมันคุณภาพไม่ถูกต้อง หรือมีสิ่งสกปรกมาก
หรือ ระยะทางครบ หรือเกิน 40000 กม. แต่ไฟ FUEL FILTER ไม่ติด
1. เปิด IGSW “ON”
2. ปิด IGSW “OFF”
3. ลัดวงจร TC-E1 ที่กล่องตรวจสอบ (diagnostic box)
4. เปิด IGSW “ON”
5. กด-ปล่อย แป้นคันเร่ง 10 ครั้ง (ภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที)
6. ปิด IGSW “OFF”
7. เปิด IGSW “ON”
8. กด-ปล่อย แป้นคันเร่ง 3 ครั้ง
9. ปิด IGSW “OFF”
10. เปิด IGSW “ON”
11. กด-ปล่อย แป้นคันเร่ง 10 ครั้ง (ภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที)
12. ปิด IGSW “OFF”
13. เปิด IGSW “ON”
14. ขั้นตอนนี้ จะพบว่าหลอดไฟ FUEL FILTER ติดขึ้นมา
15. ปิด IGSW “OFF”
16. เริ่มต้นทำต่อเนื่องในขันตอนที่ 4-26 ของกรณีที่ 1 จนสิ้นสุด

ขั้นตอนที่ 1-14 เป็นวิธีการทำให้หลอดไฟ FUEL FILTER ติดขึ้นมา
ขั้นตอนที่ 15-16 เป็นขั้นตอน การลบหลอดไฟ FUEL FILTER ให้ดับ และเริ่มต้นให้ ECU นับระยะทาง ที่ 0 กม. ใหม่อีกครั้ง
_________________
**การลัดวงจร ทำที่กล่อง Diagnostic ของเครื่องยนต์ จะเป็นกล่องพลาสติกเหลี่ยมๆ เล็กๆมีฝาปิด อยู่ในห้องเครื่องยนต์….
จะมีขึ้วอยู่หลายขึ้ว มีผังขั้วอยู่ที่ ฝาปิด บอกถึงตำแหน่ง ของขึ้วต่าง..ให้หาขึ้วที่ชื่อTC กับขั้ว E1 แล้วใช้สายไฟ ต่อให้ถึงกัน…..
**IG SW เป็นกุญแจ ที่คอพวงมาลัย ตำแหน่ง ก่อนสตาร์ทครับผม ที่กุญแจคอพวงมาลัย จะมีหลายตำแหน่ง เช่น
LOCK – ACC -IGN-START เรียงตามลำดับ ตำแหน่ง IGN ก็คือ IGSW ตำแหน่งจะอยู่ก่อนตำแหน่ง สตาร์ทเครื่องยนต์ครับ

คำตอบที่ 7
สำหรับ VIGO

1. บิด IGSW ตำแหน่ง ON

2. เปลี่ยนจอแสดงผล DIGITAL ให้อยู่ในโหมด ODO โดยกดปุ่ม TRIP SW จากนั้น IGSW off

3. กดปุ่ม TRIP SW ค้างไว้จากนั้นบิด IGSW ON ประมาณ 5 วินาที่

4. ปล่อยปุ่ม TRIP SW จากนั้นกดปุ่ม TRIP SW อีกครั้ง(ภายใน 5 วินาที)

5. จอแสดงจะเปลี่ยนไปอยู่ในโหมดT-Belt ก็คือจะเห็นเลข 15 อยู่ใช่ไหมครับ มันคือ 150,000 ก.ม ครับ กด TRIP SW แต่ละครั้งมันจะเพิ่มค่าทีละ 10,000 ก.ม. เมื่อเลขเพิ่มไปถึง 20 กดอีกครั้งมันจะกลับมาที่ 1 (10,000 ก.ม.) แต่ถ้าซื้อ T-Belt ข้างนอกเลือก 10 ก็ดีครับ (มันคือ 100,000 กิโลเมตรต่อไป = 250,000) ต่อจากนั้น กดปุ่ม TRIP SW ค้างไว้ 5 วินาทีเป็นอันว่าเสร็จติดเครื่งยนต์ก็จะดับ

มิเต็ดสลิป ทำงานอย่างไร



ยานยนต์ : เซียนรถ
วันที่ 2 กันยายน 2552 03:00
ลิมิเต็ดสลิป ทำงานอย่างไร

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

แรก เริ่มเดิมทีนั้น การหลีกเลี่ยง หรือ หลบหลีก เราต้องการเพียงการหยุดรถได้อย่างทันท่วงที หรือทันกับภาวการณ์ที่ต้องการ

ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็คือ ล้อทั้งสี่จะล็อกตาย จึงเกิดระบบเบรกแบบ ABS เข้ามาช่วยลดทอนปัญหานั้นไป จากอุปกรณ์ในระบบที่ติดตั้งเข้ามาเป็นระบบ ABS นั้น ยังสามารถที่จะพัฒนา หรือเพิ่มงานให้กับระบบทั้งหมดได้เพียงแต่เพิ่มเติมอุปกรณ์เล็กน้อยเข้าไป (น่าจะเรียกได้ว่าการอัพเกรด)

ระบบ ABS จะทำงานต่อเมื่อแป้นเบรกถูกกด (เหยียบ) วงจรของระบบ ABS จึงจะทำงาน ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้รถประสบกันอยู่ (โดยเฉพาะกับภูมิประเทศหนาว หิมะ ฝนตก ถนนลื่น) ก็คือ เมื่อออกรถ ล้อขับ (ถ้าเป็นขับหลัง ก็คือล้อหลัง ถ้าเป็นขับหน้า ก็คือล้อหน้า) มักจะหมุน (ล้อซ้าย-ขวา) มักจะหมุนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน เมื่อสภาพถนนนั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือน้ำ เมื่อล้อขับสองล้อหมุน (ออกตัว) ด้วยความเร็วที่ต่างกัน ทิศทางของรถจึงยากลำบากในการควบคุม

ในยุคแรกๆ ของการแก้ปัญหาที่ยังไม่รู้จักกับระบบ ABS หรือยังไม่รู้จักพัฒนาเอาระบบ ABS ไปใช้อย่างอื่นๆ ทางแก้ที่ค่อนข้างจะได้ผลในการที่จะทำให้ล้อขับทั้งซ้าย และขวาหมุนด้วยความเร็วที่เท่ากันก็คือ การใส่อุปกรณ์ชุดหนึ่งเข้าไปในเฟืองท้าย ที่เรียกกันว่า ลิมิเต็ดสลิป (Limited Slip) ซึ่งอุปกรณ์ชุดนี้ จะทำหน้าที่บังคับให้ล้อหมุน (ล้อขับ) หมุนด้วยความเร็วที่เท่าๆ กัน เมื่ออยู่ในสภาพถนนที่ไม่เป็นใจ

จน เมื่อมีการใช้ระบบ ABS กันอย่างได้ผล และแพร่หลายในวงกว้าง การพัฒนาให้ระบบ ABS ใช้งานได้มากกว่าเดิม จึงทำให้เกิด ระบบ ETS (Electronic Traction Support) หรือ การป้องกันล้อหมุนฟรี (ล้อขับ) ซึ่งมาทดแทนระบบลิมิเต็ดสลิป หรือ ดีฟเฟอเรนเชียลล็อก (Automatic Differential lock) ซึ่งทั้งสองระบบมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เมื่อต้องการออกตัวบนพื้นผิวถนนลื่น ล้อขับต้องหมุนด้วยความเร็วที่เท่ากัน แต่ในระบบลิมิเต็ดสลิปนั้น การจะทำให้ล้อขับหมุนด้วยความเร็วเท่ากัน จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความเร็วของล้อขับด้านที่หมุนช้ากว่าให้มีความเร็ว เพิ่มขึ้น จนเท่ากับล้อที่หมุนเร็วอยู่แล้ว

แม้จะได้ผล แต่ล้อตามก็มักจะตามไม่ทันผู้ขับขี่ จึงต้องอาศัยประสบการณ์ที่มากกว่าในการควบคุม หรือกำหนดทิศทางของรถ แต่ในระบบ ETS (Electronic Traction Support) จะทำงานในลักษณะตรงกันข้ามกันคือ เมื่อล้อขับ ล้อใดล้อหนึ่ง หมุนด้วยความเร็วมากกว่าล้ออื่นๆ ระบบ ETS จะบังคับโดยอัตโนมัติด้วยการสั่งการให้ล้อที่หมุนเร็วกว่า ชะลอความเร็วลงให้ล้อที่หมุนเร็วกว่าอยู่ในสภาพเดียวกับล้ออื่นๆ

ซึ่ง การทำงานนี้ ก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากการสั่งการของระบบ ABS ที่ถูกอัพเกรดมาให้ระบบเบรกของล้อที่หมุนเร็วกว่านั้น เบรก หรือจับได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งในชุดอุปกรณ์ของระบบเบรก ABS ก็จะมีสายจับสัญญาณความเร็วของล้ออยู่ทุกล้ออยู่แล้ว เมื่อสายสัญญาณตรวจจับความเร็วของล้อ ข้อมูลนั้นก็จะถูกส่งไปยังสมอง ETS (ETS control module) ได้รับข้อมูล ก็จะรายงานไปยังระบบ ABS ให้สั่งการให้ระบบเบรกของล้อนั้น ทำงานเมื่อเบรกทำงาน ความเร็วของล้อก็จะลดลง จนมีความเร็วเท่ากับล้ออื่นๆ การสั่งการก็จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

ETS จึงเป็นระบบเสริมจากระบบ ABS โดยเอาส่วนที่ยังเหลือใช้ของระบบ ABS นั้นมาใช้งานได้อย่างคุ้มค่า พูดกันง่ายๆ ก็คือ ระบบ ETS ใช้งานได้คุ้มค่ามากกว่าระบบลิมิเต็ดสลิป เช่น ผู้ขับรถไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญในการขับรถมากนัก เพราะระบบจะทำงานเองเมื่อต้องการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะเมื่อเบรกทำงาน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้รอบเครื่องสูงๆ การกำหนด หรือควบคุมทิศทางก็ทำได้อย่างง่ายๆ เพราะล้อขับ ลดความเร็วลง ก็หมายถึงว่า ล้อตามก็ต้องตามได้ทัน

เมื่อระบบ ETS ทำงาน สัญญาณไฟ ETS ที่หน้าปัดจะกะพริบเตือน ซึ่งหมายความว่า ในขณะนั้น สภาพของถนน ไม่เป็นใจให้คุณขับรถได้อย่างสะดวกสบาย หรือใช้ความเร็วสูงๆ ได้อีกต่อไป

สัญญาณ อีกชนิดหนึ่งที่เตือนก็คือ ตราบใดที่ ไฟ ETS ติดแดง อยู่ตลอด (ไม่กะพริบ) สักชั่วระยะเวลาหนึ่ง นั่นก็หมายถึงว่า สัญญาณจับความเร็วที่ล้อใดล้อหนึ่ง หรือทั้งสองล้อของล้อขับนั้น บ่งบอกว่า ผ้าเบรก หรือจานเบรกของคุณถูกใช้งานหนัก (จากการสั่งการของระบบ ETS และ ABS) จนมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติที่ควรจะเป็น และเมื่ออุณหภูมิของผ้าเบรก หรือจานเบรก ลดลงจนอยู่ในภาวะปกติ สัญญาณไฟนั้นจะหายไป ก็หมายความว่า คุณสามารถที่จะขับรถของคุณได้ตามต้องการแล้ว

หรือเมื่อคุณไม่เคยใช้ ระบบ ETS (ที่จริงต้องพูดว่าระบบ ETS ไม่เคยใช้งานเลย) เมื่อคุณขับรถอยู่ในภาวะปกติ ไฟเตือน ETS แดงขึ้นตลอดเวลา ก็ไม่ต้องตกใจ รถคุณยังสามารถขับขี่ได้อย่างปกติ ระบบเบรกยังทำงานเป็นปกติ (เช่นเดียวกับเมื่อไม่ได้ติดตั้งระบบ ETS) เมื่อมีเวลาว่างเมื่อใด จึงนำเข้าตรวจเช็คในศูนย์บริการที่คุณวางใจ ครับ

ค่า A/R ที่ระบุในเสปกเทอร์โบ คืออะไร

ค่า A/R ที่ระบุในเสปกเทอร์โบ คืออะไร


ค่า A/R หมายถึง อัตราส่วนคอคอดที่บอกขนาดภายในของโข่งไอเสียเทอร์โบ ว่ามีขนาดของช่องที่จะรีดไอเสียที่จะไปปั่นเทอร์ไบน์ กังหันไอเสียหรือเทอร์ไบน์ที่มีขนาดเท่ากัน สามารถกำหนดอัตรารอบการหมุนให้ช้าหรือเร็วได้ ถึงแม้ว่าไอเสียจะมีมวลเท่าเดิม และกังหันไอเสียเท่าเดิม แต่สามารถเพิ่มหรือลดรอบการหมุนของกังหันไอเสียได้ด้ วยโดยใช้อัตราส่วน A/R นี้
ค่า A คือพื้นที่หน้าตัดของช่องปลายสุดของท่อรีดของโข่งไอเ สีย ถ้ามองจากปากเข้าไป
ค่า R คือ รัศมีจากจุดศูนย์กลางของเทอร์ไบน์ถึงกลางพื้นที่หน้า ตัดของช่องปลายสุดของท่อรีดไอเสียของโข่งไอเสีย

ค่า A/R ในขนาดเทอร์ไบน์เดียวกัน ถ้า A/R มีค่าน้อย(คอคอดเล็ก) แสดงว่ามีการรีดไอเสียมาก (กังหันไอเสียจะหมุนเร็ว) เป็นการเพิ่มความเร็ว ให้เทอร์ไบน์หมุนเร็ว บูสท์มาเร็ว อัตราส่วน A/R มีค่ามาก (คอคอดใหญ่) กังหันไอเสียก็จะหมุนช้า
ขนาดของคอคอดบริเวณทางเข้าภายในโข่งไอเสียมีขีด จำกัด อยู่ที่ แรงดันย้อนกลับ
ถ้าคอคอดเล็กเกินไป (อัตราส่วน A/R ต่ำเกินไป) ไอเสียที่เข้าไปปั่นกังหันไอเสียจะมีความเร็วสูง มีการตอบสนองต่ออัตราเร่งของบูสท์ได้เร็ว แต่ความร้อนสะสมในตัวเทอร์โบก็จะสูงและเกิดแรงดันย้อ นกลับในระบบไอเสียมาก
ส่วน คอดใหญ่เกินไป (อัตราส่วน A/R มีค่ามากเกินไป) การตอบสนองต่ออัตราการเร่งของบูสท์เทอร์โบจะช้า แต่ความร้อนสะสมในตัวเทอร์โบจะน้อยกว่าการระบายของไอ เสียจะไม่เกิดแรงดันย้อนกลับมาก การสร้างแรงดันเสริมหรือบูสท์จะช้า จะบูสท์ที่รอบสูง เรียกว่ามีการรอรอบมาก
ขนาดของเทอร์โบ ?

เทอร์โบ จะทำงานตามปริมาณไอเสีย ไม่ได้ทำงานเฉพาะความเร็วสูง ถ้าใช้เทอร์โบเล็ก(จะ BOOSTแถวๆ 7-10 ปอนด์ โดยไม่ต้องพึ่ง Intercooler แต่ถ้ามี intercooler ก็จะช่วยลดความร้อนได้ส่วนหนึ่ง) กังหันไอเสียหมุนเร็วตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ อัดอากาศได้เร็ว แต่ในรอบสูงจะตื้อ เพราะไอเสียไหลได้ไม่ทัน เทอร์โบตัวใหญ่ สร้างแรงดันได้ช้า รอรอบนาน แต่ไอเสียไหลคล่อง จึงควรใช้เทอร์โบขนาดพอเหมาะกับซีซีของเครื่องยนต์ (ไม่ควรเลือกเทอร์โบที่เล็กหรือใหญ่กว่าเครื่องยนต์ท ี่จะนำเทอร์โบไปติดตั้งเกินกว่า 200-300 ซีซี)
การเอาเทอร์โบตัวเล็กกว่า ความเหมาะสมมาใส่ในเครื่องย นต์ ก็ทำให้บูสท์มาเร็ว และมีอาการอั้นที่รอบสูงๆ ได้มาไม่เต็มที่ และถ้าแช่ยาวๆ อาจจะเกิดการโอเวอร์ฮีทได้ และไม่แรงเท่าที่ควรเนื่องจากไอดีมีมวลน้อยเพราะกังห ันไอดีมีขนาดเล็ก
การ เอาเทอร์โบใหญ่กว่าความเหมาะสมมาใส่ จะทำให้มีอาการรอรอบแต่ก็ไม่มีปัญหาโอเวอร์ฮีท เพียงแต่ว่าจะได้ใช้ม้าไม่บ่อยนัก เพราะบูสท์จะมารอบสูงๆ หรือเกียร์สูงๆ

การ ติดตั้งเทอร์โบเพิ่มเข้าไปในเครื่องยนต์ดีเซล ส่วนใหญ่ไม่ต้องมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต ์ แต่ควรใช้แรงดันของอากาศ (บูสต์) ไม่เกิน 5-7 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และถ้ามีการแต่งปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มก็จะดี ขึ้นไปอีก
อัตรา ส่วนกำลังอัด กับ เทอร์โบ ?

อัตราส่วนกำลังอัด (Compression Ratio) มีความสำคัญต่อการทำงานของเครื่องยนต์ที่ติดตั้งเทอร ์โบมาก เครื่องยนต์ที่ติดตั้งเทอร์โบจำเป็นต้องมีอัตราส่วน กำลังอัดต่ำกว่าเครื่องยนต์ปกติ เพราะว่าเครื่องที่ติดตั้งเทอร์โบอัตราส่วนกำลังอัดข องการประจุไอดีเมื่อลูกสูบเลื่อนสู่ศูนย์ตายบนในจังห วะอัด ไอดีที่ถูกอัด จะมีมากกว่าอัตราปกติ ดังนั้นไอดีจึงมีมวลมากกว่าเครื่องยนต์ปกติ ถ้าเครื่องยนต์มีอัตราส่วนกำลังอัดสูงเกินขอบเขตของค วามเหมาะสม ไอดีที่ถูกอัดตัวแน่นก็จะเกิดความร้อนสูงกว่าปกติ และทำให้เครื่องยนต์เกิดการน็อก (ชิงจุดระเบิด) ได้ ดังนั้นเครื่องยนต์ที่ติดตั้งเทอร์โบจึงต้องมีอัตราส ่วนกำลังอัด ต่ำกว่าเครื่องยนต์ปกติ เมื่อถึงจังหวะอัดจะได้ไม่เกิดการน็อก ซึ่งถ้าเกิดการน็อกอย่างรุนแรง ลูกสูบ ก้านสูบ ก็จะได้รับความเสียหาย อัตราส่วนกำลังอัดที่เหมาะกับเครื่องยนต์เทอร์โบ ที่มีการควบคุมแรงดันเสริม (บูสท์) ไม่เกิน 7-10 PSI ควรจะมีอัตราส่วนกำลังอัดไม่เกิน 7.5 : 1 ? 9.0 : 1 วิธีลดอัตราส่วนกำลังอัด ก็สามารถทำได้โดยการเพิ่มปริมาตรห้องเผาไหม้ เช่น เพิ่มความหนาของประเก็นฝาสูบ โดยสั่งตัดพิเศษ หรือ นำมาซ้อนกันสองชั้น ในขณะเดียวกันถ้ากำลังอัดต่ำเกินไป ก็จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และเครื่องยนต์ไม่มีกำลัง
น้ำมันเครื่องที่มาหล่อลื่นเทอรโบ มาจากไหน ?

สำหรับ เทอร์โบที่ติดตั้งเพิ่มเติม นิยมต่อมาใช้จากสวิตช์น้ำมันเครื่อง เพราะมีแรงดันของน้ำมันเครื่องอยู่ตลอดเวลา แรงดันสูงเท่ากับน้ำมันเครื่องที่ถูกปั๊มไปเลี้ยงส่ว นอื่นของเครื่องยนต์ โดยการถอดสวิตช์น้ำมันเครื่องออก และใส่ข้อต่อ 3 ทางแทน เพื่อให้ใส่สวิตช์น้ำมันเครื่องได้เหมือนเดิม ท่อที่ใช้ต่อควรจะเป็นแป๊ปเหล็ก เนื่องจากน้ำมันเครื่องที่จุดนี้มีแรงดันที่สูงมาก ไม่ควรใช้ท่อยางธรรมดาต่อ ในส่วนของท่อน้ำมันเครื่องไหลกลับเข้าสู่เครื่องยนต์ ปกติจะให้ไหลกลับลงอ่างน้ำมันเครื่องโดยเจาะรูติดตั้ งท่อไหลกลับ โดยตำแหน่งที่ต่อท่อจะต้องสูงกว่าระดับน้ำมันเครื่อง ในอ่างน้ำมันเครื่อง มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาน้ำมันเครื่องไหลกลับไม่ทัน แรงดันของน้ำมันเครื่องจะค้างอยู่ในตัวเทอร์โบ และจะถูกดันออกทางซีล
สำหรับ เครื่องเทอร์โบจากโรงงาน อาจจะต่อจากจุดอื่น

dr-car

อู่ซ่อมรถ  dr-car บริการ ตรวจ ซ่อม เช็ค รถยนต์  benz bmw audi volk  อื่นๆ ด้วยเครื่องมือ ครบครัน ทันสมัย ด้วยระบบ

คอมพิวเตอร์อุปกรณ์ อิเลคโทรนิค แก้ไขระบบไฟฟ้า วางเครื่อง ใหม่ ทั้งข้ามพันธ์ ตรงรุ่น โมดิฟาร์ย เครื่อง

ติดเทอร์โบ รับติดตั้งแก๊สรถยนต์ lpg  ระบบหัวฉีด ag รับแก้ปัญหา ติดแก๊สแล้วมีปัญหา ใครทำไม่ได้ งานไหนไม่จบ แวะมาหาเรา  ท่านจะรู้ว่าของจริงเป็น อย่างไร  เน้นคุณภาพ และ คุณธรรม บริหารงานโดย น.พ. ธงชัย เสรีรัตน์ โทร 0868612999 อยู่ ซอยคุ้มไทย ติด ร้านสหไพบูลย์ ร้อยเอ็ด

dr-car.sahaphaiboon.com

bmw 325i เครื่องสั่น บางดีดับ เดินไม่ครับสูบ

bmw 325i เครื่องสั่น บางดีดับ เดินไม่ครับสูบ

ก่อนซ่อม  backup rom เดิมก่อน

 

กล่องเสีย เช็คตรวจสอบ

 

คราบน้ำมันเครื่องที่แคมกับฝาครอบวาล์วแข็ง เป้นคะกัน ศูนย์แนะให้เปลี่ยนที่ท25000 km อาจต้องคิดใหม่

 

ล้างหัวฉีด

 

 

ตัวตุมรอบเดินเบ สกปรกมาก

hfm control system benz 220

HFM Control system ซึ่งมีใช้อยู่ในรถเบนซ์รุ่น E220 ปี 93,220E,E280 ปี 93,280E,E320 ปี 93,320E เป็นเครื่อง 4 วาวล์/สูบ

– ระบบนี้เป็นระบบที่พัฒนาต่อมาจาก P – Motronic ที่ใช้เซนเซอร์วัดแรงดูดของอากาศที่ท่อไอดีเป็นตัววั ดปริมาณการใหลของอากาศที่เข้าเครื่องยนต์ มาเป็นการใช้ Hot film ซึ่งเป็นเส้นฟิล์มบางๆขึงขวางทางใหลของอากาศอยู่ใน Air mass meter ที่ปากท่อไอดีเป็นตัววัดแอร์โฟลแทน ซึ่งจะมีข้อดีกว่า KE Jetronic เนื่องจากไม่มีชิ้นส่วนอะไรไปเกะกะขวางทางเดินของอาก าศและสามารถตั้งค่าชดเชยได้ทั้งอุณหภูมิและความหนาแน ่นของอากาศ(ความกดอากาศเนื่องจากความสูง)ดังนั้นไม่ว ่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วยก็ไม่มีปัญหาในเรื่องส่วนผสมขอ ง อากาศ/น้ำมัน อีกต่อไป การวัดใช้หลักการง่ายๆคือ ปล่อยไฟฟ้าเข้าไปในแผ่นบางๆนี้จำนวนหนึ่งจะทำให้แผ่น นี้ร้อนขึ้นที่อุณหภูมิค่าหนึ่ง เมื่อมีอากาศใหลผ่านจะทำให้ตัวมันเย็นลงแต่เพื่อรักษ าให้อุณหภูมิคงที่ตลอดเวลาจึงต้องเพิ่มไฟฟ้าให้มันอี กเพื่อให้ร้อนเท่าเดิมตลอด ปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนี้จะขึ้นอยู่กับอุณ หภูมิและความหนาแน่นและปริมาณของอากาศที่ถูกดูดผ่านH ot film นี้ ECU จะนำข้อมูลนี้ไปคำนวณเป็นค่าปริมาณอากาศ (Volume air flow)เพื่อปรับการจ่ายน้ำมันไปยังหัวฉีดให้มีส่วนผสม ที่พอดี

– หัวฉีดในระบบนี้เป็นหัวฉีดไฟฟ้าโดยจะฉีดแบบเป็นจังหว ะ(Sequentially) ตามการสั่งการของ ECU ซึ่งจะมีความเที่ยงตรงและแม่นยำในการจ่ายน้ำมันมากกว ่าแบบฉีดตลอดเวลาแบบใน KE Jetronic

– มีระบบควบคุมการน้อค โดยใช้น้อคเซนเซอร์ อันนี้ดีมาก ถูกใจใครหลายๆคน เพราะว่าจะสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้หลากหลายตั้ง แต่ แก้ส LPG ,เบนซิน95 ไปจนถึง 91 (น้ำมันมะพร้าวยังใช้ไม่ได้นะครับ)โดยไม่ต้องปรับอะไ รเลย โดย ECU จะคำนวณหาองศาการจุดระเบิดที่ดีที่สุดให้เอง แล้วถ้าเกิดสูบใดสูบหนึ่งไฟแรงสูงขัดข้องไม่ยอมจุดหั วเทียน ECU ก็จะสั่งการตัดสะเบียง..เอ๊ย ตัดน้ำมันในสูบนั้นทันที อะไรจะฉลาดปานนั้น..

– มีระบบกลไกที่ใช้ไฟฟ้าร่วมกับไฮดรอลิค เพื่อปรับองศาเพลาลูกเบี้ยวของวาวล์ไอดีให้ได้ประสิท ธิภาพสูงสุดที่รอบต่างๆ แรงม้าจะมาเต็มๆ

– สำหรับเครื่อง 6 สูบ จะมีการใช้คลื่นแรงดัน (Pressure wave) ที่จะสะท้อนกลับไปกลับมา ณ ที่ความยาวท่ออันหนึ่ง (Resonance)มาใช้ประโยชน์ โดยปรกติความเร็วของคลื่นในท่อไอดีจะประมาณ 1,400 ฟุต/วินาที(ขึ้นอูย่กับอุณหภูมิด้วยถ้าร้อนขึ้นจะเร็วขึ้ นเช่นในท่อไอเสียจะมีความเร็วประมาณ 1,700 ฟุต/วินาที) โดยการคำนวณความยาวของท่อใอดีให้คลื่นแรงดันในซีกบวก วิ่งกลับมาดันส่วนผสมอากาศ/น้ำมันให้ผ่านเข้าไปในช่องวาวล์ไอดีซึ่งมีอยู่ ถึงสูบ ละสองช่องในช่วงที่วาวล์ไอดีเปิดพอดีให้มากขึ้น ณ ที่รอบที่ต้องการแรงบิดสูง เช่นในรอบต่ำๆที่ใช้ในการออกรถ โดยทำเป็นท่อแยกหลังลิ้นเร่ง 2 ชุด ชุดละ 3 สูบ ใช้ระบบลม(Pneumatically)ดันลิ้นอากาศให้ปิด-เปิด เพื่อเปลี่ยนความยาวของท่อไอดีได้ โดยที่ความเร็วต่ำจะเปิดใช้ท่อยาวเพื่อเพิ่มแรงบิดให ้เครื่องยนต์ เมื่อความเร็วสูงจะเปิด 2 ท่อพร้อมกันทั้งสั้นและยาวเพื่อให้อากาศเข้าได้มากที ่สุด ที่นี้ก็วิ่งโลด !! แหมมีระบบช่วยเยอะ

 

copy form  benzowner.net marnit

การทำงาน benz ke jet

พอดีผมมีตำรา Owners workshop manual ของ W124 และข้อมูลจากเวปต่างๆอยู่ในมือก็เลยอยากจะแปลเรื่องร ะบบการฉีดน้ำมันให้เพือนสมาชิกได้ทราบไว้เป็นพื้นฐาน ข้อมูลโดยสังเขป เผื่อว่าเวลาที่พี่ๆผู้รู้ทั้งหลายตอบปัญหาจะได้เข้า ใจตามไปได้ง่ายขึ้น (ผมว่าไปตามตำราครับ ส่วนประสบการณ์นั้นต้องอาศัยพวกพี่ๆเซียนทั้งหลายชี้ แนะครับ..หุ..หุ )

เพื่อไม่ให้บทความยาวเกินไป อาจเกิดการหาวเรอของเพื่อนสมาชิกได้ ในที่นี้จึงขอกล่าวถึงเฉพาะระบบการฉีดน้ำมันแบบ KE jetronic และ HFM control system ของ Bosch ในสาระสำคัญเท่านั้น

KE Jetronic เป็นระบบฉีดน้ำมันแบบกึ่งกลไกกึ่งอีเลคทรอนิกส์ ฉีดน้ำมันแบบต่อเนื่องไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ โดยอาศัยแรงดันจากปั้มไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงถึงเกือบ 80 ปอนด์/ตรน.เมื่อบิดกุญแจสตาร์ท แล้วเครื่องยนต์หมุนจะมีสัญญาณไฟแรงสูงไป จุดหัวเทียน ในเงื่อนไขนี้ปั้มจึงจะเริ่มทำงานและถ้าเครื่องยนต์เ กิดดับไปเองด้วยสาเหตุใดก็ตามแม้ว่าสวิทซ์กุญแจยังเป ิดอยู่ปั้มก็จะหยุดทำงานทันที(เนื่องจากไม่มีสัญญาณไ ฟแรงสูง)ทั้งนี้เพื่อป้องกันไฟใหม้เมื่อมีการเกิดอุบ ัติเหตุ เพื่อให้แรงดันน้ำมันราบเรียบไม่มีการกระเพื่อมในขณะ ที่เครื่องยนต์ทำงานมากนักจึงได้มีการติดตั้ง Fuel accumulator ซึ่งทำหน้าที่คล้ายตัวเก็บประจุในวงจรไฟฟ้า โดยจะมีสปริงดันอยู่ภายใน มีประโยชน์อีกสองอย่างคือเอาใว้ช่วยเป็นแรงดันน้ำมัน สำรองในตอนเริ่มสตาร์ททำให้ติดเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้ นและเมื่อดับเครื่องใหม่ๆอุณหภูมิในห้องเครื่องจะสูง อาจทำให้เกิดการระเหยตัวเป็นฟองอากาศในระบบน้ำมันได้ (Vapor lock)การที่มีแรงดันอยู่ในระบบจะช่วยลดปัญหานี้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากวาวล์กักน้ำมันที่จะต ้องกักน้ำมันให้อยู่ในระบบได้นานที่สุดด้วย

การติดเครื่องยนต์เมื่อเครื่องเย็นนั้นจะมีวาวล์ช่วย จ่ายน้ำมัน (Cold start valve)ฉีดน้ำมันลงไปช่วยล่อก่อนประมาณ 8-10 วินาทีเฉพาะในช่วงที่มอเตอร์สตาร์ทกำลังหมุนอยู่เท่า นั้นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิด้วยถ้าร้อนเกิน 60 c จะไม่ฉีด เอาใจกันถึงขนาดนี้ไม่ติดให้มันรู้ไป หลังจากติดเครื่องยนต์ได้แล้วก็ต้องมีการเดินเบา ไม่ใช่เดินไปเบาไปนะ เมื่อยังไม่เหยียบคันเร่งลิ้นเร่งจะปิดเกือบสนิท อากาศจะผ่านแผ่นแอร์โฟลซึ่งเป็นตัววัดปริมาณของอากาศ ทำให้แผ่นแอร์โฟลเปิดอยู่เล็กน้อยจะมีเซนเซอร์บอกตำแ หน่งของแผ่นแอร์โฟลส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยัง ECU ว่ามีปริมาณอากาศเข้ามาเท่าใดควรจะจ่ายน้ำมันเท่าใดเ พื่อให้มีส่วนผสมที่จะเกิดการเผาใหม้ที่สมบูรณ์ (Air/Fuel ratio 14.7:1โดยน้ำหนัก ถ้ากลับเป็นF/A Ratio จะ= 0.06 ECU จะสั่งการผ่านทางวาวล์รถถัง (Electro-hydraulic actuator valve)ให้ปรับเปลี่ยนแรงดันเพื่อไปควบคุมวาวล์จ่ายน้ ำมันในฝักบัวจ่ายน้ำมันอีกทีหนึ่ง หัวฉีดก็ฉีดน้ำมันตามปริมาณที่ได้คำนวณมา แต่ถ้าภารกรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นปิดเปิดแอร์หรือ อุณหภูมิเปลี่ยนอาจให้รอบเดินเบาเครื่องยนต์ไม่คงที่ จึงได้มีการติดตั้งวาวล์เดินเบาซึ่งมีทางเดินอากาศคร ่อมลิ้นเร่งอยู่มาให้ด้วย เพื่อควบคุมปริมาณอากาศที่แน่นอนและเปลี่ยนองศาการปิ ด-เปิดได้ตามการสั่งการจาก ECU เพื่อคุมรอบเดินเบาให้อยู่หมัดนิ่งสนิท

การจ่ายน้ำมันเข้าเครื่องยนต์ จะเป็นการแก้ปัญหาจากโจทย์ที่เกิดจากเท้าขวาของผู้ขั บ กล่าวคือเมื่อเราเหยียบคันเร่งลงไปลิ้นเร่งจะเปิดให้ อากาศถูกดูดเข้าไปในเครื่องมากขึ้นแอร์โฟลซึ่งมีส่วน ทั้งที่เป็นกลไกก็จะเปิดมากขึ้นและมีกลไกไปดันลูกสูบ จ่ายน้ำมันในฝักบัวให้จ่ายน้ำมันมากขึ้นในขณะเดียวกั นในส่วนที่เป็นอีเล็คทรอนิกส์คือแอร์โฟลเซนเซอร์ก็จะ ส่งสัญญาณไปยัง ECU ให้สั่งวาวล์รถถังให้สร้างแรงดันที่เหมาะสมไปควบคุมก ารจ่ายน้ำมันให้มากขึ้นเช่นเดียวกันเรียกว่าช่วยกันท ำงานเพื่อความสมบูรณ์ของระบบ

ในรุ่นที่มีคาตาไลติคคอนเวอร์ทเตอร์ที่ท่อไอเสียหรือ ที่เรียกสั้นๆว่าแคท ก็จะมีการติด O2 เซนเซอร์ไว้ด้วยเพื่อวัดปริมาณอ๊อกซิเจนที่หลงเหลือจ ากการเผาใหม้และส่งสัญญาณย้อนกลับมาที่ ECU เพื่อปรับส่วนผสมใหม่ถ้าวัดได้ว่าอ๊อกซิเจนเหลือมากแ สดงว่าส่วนผสมบางเกินไปทำให้ไม่สามารถทำการเผาให้มแก ๊สพิษ( CO,HC ,NOx)ในแคทที่อุณหภูมิ 300-800 C เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่นได้ ซึ่งการที่จะต้องเผื่อส่วนผสมให้หนาขึ้นอีกเล็กน้อยเ พื่อการนี้จะต้องสิ้นเปลืองน้ำมันขึ้นอีกราวๆ 5% และการปรับส่วนผสมอากาศ/น้ำมันนี้บางทีก็เรียกว่าการปรับแลมด้า ค่าแลมด้าก็คือค่าส่วนผสมน้ำมัน/อากาศที่ใช้งานจริง (Actual Fuel/Air Ratio)หารด้วยส่วนผสมที่เผาให้มได้สมบูรณ์(Stoichiom etry Fuel/Air Ratio) เช่น 0.0748/0.0680 = 1.1 (ถ้าเผาใหม้สมบูรณ์จะมีค่า = 1 ) ถ้าเทียบกลับเป็น อากาศ/น้ำมันจะได้ 13.2:1 แสดงว่าส่วนผสมหนาเล็กน้อย(เป็นส่วนผสมที่ให้แรงม้าส ูงสุดในสภาพรอบคงที่ที่ความเร็วหนึ่ง) ECU จะรับสัญญาณจาก O2 Sensor แล้วปรับส่วนผสมอยู่ตลอดเวลาเป็น Close loop ในโหมดเดินเบาจนถึงความเร็วประหยัด(เดินเบา 12.25:1,เร่งคงที่ 13.2:1,กำลังเร่ง 12.7:1) แต่เมื่อคนขับเกิดอาการเท้าหนักขึ้นมากระทันหัน เรียกม้ามาใช้กันทีละฝูงเมื่อนั้น ECU จะรู้ทันทีว่าต่อไปนี้ฉันไม่ยุ่งแล้วตัวใครตัวมัน ปลดล้อคเป็น Open loop ทันทีเหมือนกัน ทีนี้ก็จ่ายน้ำมันกันเพียบ

KE Jetronic มีใช้อยู่ในรถหลายรุ่น เช่น 200E,230E,260E,300E,E300ปี 93,300E-24Valve เอาเบาะๆแค่นี้ก่อนประเดี๋ยวจะนึกว่ามาฟังเลคเชอร์.. ฮิ..ฮิ.. ตอนต่อไปจะเป็น HFM Control system โปรดติดตาม

 

copy form benzowner.net   form manit

โช้คอัพ

โช้คอัพ มาจากคำว่า Shock Absorber เป็นตัวช่วยหน่วงเวลาไม่ให้สปริงมีการเคลื่อนตัวเร็วเกินไป ช่วงล่างของรถยนต์ไม่ได้ใช้โช้คอัพรองรับน้ำหนักนะครับ เซียน(หรือไม่)แต่งรถกลุ่มนั้นเข้าใจกันว่าโช้คมีไว้รองรับน้ำหนักรถ ซึ่งเข้าใจผิดมหันต์เลยครับ จริงๆแล้ว ตัวรับน้ำหนักและแรงกระเทกทั้งปวงคือสปริงครับ แต่ถ้ารถคุณมีแต่สปริง พอเจอถนนขรุขระ รถคุณก็จะเด้งขึ้นเด้งลงตามค่า K ของสปริงกันจนมึนไปเลย, Shock Ab จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อหน่วงไม่ใช้สปริงมีการเคลื่อนตัวได้มากนัก เวลาเลือกโช้คอัพมาใส่รถ คุณต้องได้อย่างเสียอย่างเสมอ ถ้ารถคุณอยากได้โช้คนิ่ม มันจะหน่วงสปริงได้น้อย นั่งแล้วนิ่มขึ้น แต่เวลาเข้าโค้ง รถเอียงข้างเลยครับ แรงจากศูนย์กลางมาเพียบเลย แต่ถ้าคุณเลือโช้คหนึบ ความนิ่มจะหายไป สปริงจะเคลื่อนที่ได้น้อยมาก แต่เวลาเข้าโค้ง หรือขับซิกแซก รุถคุณนิ่งอย่างแรงครับ ไม่มีเอียง

โช้คอัพเดิมที คือการใช้น้ำมันในการหน่วงโดยน้ำมันนี้ จะมีอยู่ในกระบอกโช้คนะครับ แท่งแกนโช้คถูกสอดลงไปในกระบอกนี้ มีก้อนวาล์วอยู่ตรงปลาย กั้นทำให้เกิดห้องสองห้องขึ้นในกระบอกโช้ค มีห้องบน และห้องล่าง ทั้งสองห้องมีน้ำมันอยู่ครับ เวลาจังหวะโช้คยืดตัวขึ้น น้ำมันจากห้องบนจะต้องถูกดันให้หนีลงมาห้องล่าง แต่วาล์วที่กั้นห้องนั้น มีรูและซอกเล็กมากให้น้ำมันผ่านได้จำกัดมาก ทำให้น้ำมันผ่านได้ช้าลง ผลก็คือเกิดการหน่วงไม่ให้ก้านสูบเลื่อนขึ้นเร็วเกินไป ในจังหวะโช้คกดตัวลงก็เช่นกันครับ น้ำมันจากห้องล่างจะพยายามหนีขึ้นห้องบนเพราะโดนดัน (ลองวาดรูปตาม น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น) วาล์วก็เป็นตัวหน่วงอีกเช่นกัน การไหลผ่านร่องวาล์วเล็กๆในกระบอกสูบ หนืดไม่หนืด ขึ้นอยู่กับขนาดวาล์วและการออกแบบช่องทางเดินน้ำมันในวาล์วครับ
ส่วน โช้คแก้ส คือการพัฒนาเอาโช้คเดิม มากั้นห้องไว้ข้างล่างสุดหนึ่งห้องเป็นห้องโล่งๆแล้วอัดแก้สลงไป มีจุดประสงค์หลักคือทำให้มีแรงดันเพิ่มขึ้น ฟองอากาศที่จะเกิดในน้ำมันซึ่งเป็นปัญหาเดิมจะลดลง (เวลาโช้คทำงานปกติที่ถนนธรรมดา โช้คมีการขยับขึ้นลงมากกว่า 10 ครั้งต่อวินาที มีความร้อนเกิดจากการขยับนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำมันเกิดฟองอากาศครับ) โช้คแก้สจึงมีความแข็งมากกว่า

ประเด็นสำคัญ สิ่งที่เรียกว่าโช้คน้ำมันกึ่งแก้สนั้น เป็นความเข้าใจผิดครับ
โช้ค แก้ส ก็ยังใช้น้ำมันในการไหลผ่านวาล์วเหมือนเดิม แก้สไม่เกี่ยวเลย อยู่ห้องข้างล่างอย่างเดียว ดังนั้น ขอให้เข้าใจกันใหม่ด้วยนะครับ ว่าโช้คนั้นมีแค่เป็นน้ำมันล้วน กับแบบเอาแก้สมาอัดช่วยดันห้องล่าง แค่นั้น โช้คแก้สเปล่าๆ ไม่มีแน่นอนครับ (ถ้ามีแต่แก้สเปล่าๆ เค้าเรียกแก้สสปริง ซึ่งมีไว้แทนสปริงตรงฝาท้ายพวกรถแวกอนนะครับ คนละเรื่องกับการหน่วงในระบบช่วงล่าง แต่คนไทยเรียกเหมาหมดว่าโช้คอะ)
ข้อ สังเกตุสำคัญว่า โช้คคุณเป็นน้ำมันหรือมีแก้สด้วย ให้ลองวางตั้งกะพื้นนะครับ เอามือกดก้านสูบลงไปจนสุด แล้วปล่อย ถ้าเป็นโช้คน้ำมัน มันจะจมอยู่งั้นแหละ แต่ถ้าเป็นโช้คที่มีแก้สอยู่ด้วย มันจะค่อยๆยืดขึ้นมาเองช้าๆจนสุด ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมีห้องแก้สอยู่ล่างสุดช่วยดันให้น้ำมันในห้องล่างดันลูกสูบขึ้นไปใน ตำแหน่งปกติ

ึความหนืดของโช้คอัพ จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับการออกแบบวาล์วที่ลูกสูบเท่านั้น ดังนั้น อย่างเช่น Volvo 940 or 960 ติดรถมาจากสวีเดน ก็เป็นโช้คน้ำมันครับ แล้วก็หนึบโคตรๆด้วย ถ้าคุณเปลี่ยนโช้คไปเป็นแก้ส ก็มั่นใจได้อย่าง ว่ามันแข็งขึ้นแหงๆครับ ถ้าวาล์วถูกออกแบบมาเหมือนกัน

ปัญหาของ โช้คอัพ มีเรื่องสำคัญๆอยู่เรื่องเดียว คือน้ำมันรั่วออกมาทางด้านบน ทำให้โช้คอัพสูญเสียน้ำมันไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันสูญเสียความสามารถในการหน่วงไป ทำให้รถคุณวิ่งเหมือนเด้งอยู่บนสปริง ถ้าเป็นไม่มาก เช็คยางดูก็ได้ครับ ถ้าสึกเป็นบั้งๆในแนวขวาง รถคุณมีปัญหากะโช้คอัพแล้วล่ะ สาเหตุสำคัญที่น้ำมันจะรั่วได้ ก็มาจากซีลยางที่อยู่ด้านบนของกระบอกโช้คนะครับ ซีลยางนี้ มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว ตามระยะของผู้ผลิตโช้ค คุณควรเปลี่ยนโช้คอัพเมื่อรถวิ่งไปได้ 100000 กิโล หรือห้าปี โดยไม่ต้องรอให้รั่ว เพราะซีลมันเสื่อมแล้ว ถ้ารถคุณไม่ค่อยได้ใช้เลย ซีลยางคุณจะยิ่งแย่กว่าปกติ เพราะทุกครั้งที่โช้คขึ้นลง ก้านแกนโช้คจะนำเอาน้ำมันออกมาเล็กน้อยด้วยช่วยหล่อลื่นซีลครับ ถ้าคุณไม่ใช้รถเลย จอดไว้เป็นอาทิตย์เฉยๆ ซีลจะแข็งเป๊ก และฉีกง่ายมากๆ โช้ครั่วก็จะตามมาแน่นอนครับ
อ้อ เวลาติดตั้งโช้ค อย่าลืมเตือนช่างไม่ให้ใช้คีมในการจับแกนโช้คตอนขันน้อตนะครับ เพราะมันจะทำให้แกนโช้คเป็นรอย ซึ่งเมื่อคุณเอารถไปข้บ รอยนี้มันจะไปเสียดสีให้ซีลยางมันขาด ซึ่งก็จะนำมาซึ่งการรั่วอีกน่ะแหละ ดังนั้นเวลาเจอโช้ครั่วเร็ว บางทีก็อย่าโทษแต่ผู้ผลิตโช้คล่ะครับ มันมีปัจจัยเพียบเลย ตอนขันน้อตก็เหมือนกัน ถ้าคุณขันแน่นเกินไปก่อนเอาลงจากฮอยส์ ลงมาปุ๊ป โช็คงอปั๊ปเลยครับ เพราะตอนอยู่บนฮอยส์ ช่วงล่างคุณทั้งยวงมันห้อยครับ มันไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปกติ วิธีที่ถูกคือต้องขันแต่พออยู่ อย่าแน่น พอเอารถลงแล้ว ค่อยขันแน่นครับ เพราะเมื่อโช้คท่านงอ เวลาเอาไปวิ่ง มันก็ไปขูดซีลยางอีกน่ะแหละ (แหม ไอ้ซีลยางนี่ช่างเจ้าปัญหาซะจริงเลยนะ)
อธิบายมาซะยาว ขอสรุปแล้วนะครับ

เวลาคุณเปลี่ยนโช้ค

๑.คุณควรเปลี่ยนทั้งสองข้างพร้อมกัน
๒.คุณ ควรเปลี่ยนให้ได้รุ่นที่ผู้ผลิตโช้คทำมาเพื่อรถรุ่นนั้นๆ ไม่ควรดัดแปลง เพราะคุณไม่มีทางรู้ parameter อื่นๆเลย ร้านที่รับทำ หรือแก้โช้คนั้น ทำให้โช้คคุณอายุสั้นแน่นอนครับ เพราะโรงงานที่เยอรมันลงทุนกันเป็นหมื่นๆล้าน R&D กันเกือบตายกว่าจะ Design ออกมาให้เบนซ์ให้บีเอ็มแต่ละรุ่น คุณว่าร้านข้างทางของคุณเอาโช้คมาผ่า อัดน้ำมันเข้าไปใหม่ มันก็ใช้ได้แล้วเหรอครับ)
๓. หมั่นก้มดูโช้คบ่อยๆครับ ว่ามีคราบน้ำมันรั่วหรือไม่
๔. เวลาให้ช่างนอกเปลี่ยน ทำตามคำแนะนำทีผมให้ไว้ด้านบนนะครับ จะได้ไม่เจอปัญหาโช้ครั่วเร็ว
ู๕. โช้คอัพ ที่เยอรมัน ถือเป็นชินส่วนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยเทียบเท่ากับระบบเบรคเลยที เดียว คุณควรใส่ใจกับมันให้มาก อย่าเห็นแกของถูก หรือเงินเพียงเล็กน้อยครับ

คนไทยเรา ยังมีอุปนิสัยไม่สนใจโช้คอัพ ไม่รั่ว ไม่มีวันเปลี่ยน จริงๆแล้ว คุณควรเปลี่ยนมันเมื่อวิ่งไปได้ 100,000 กิโล หรือห้าปีครับ เพราะซีลยางมันออกแบบมาให้มีอายุแค่นั้น

ถามว่า โช้คไม่ดี ไม่เห็นเป็นไร ไม่เปลี่ยนไม่ได้เหรอ ขับมาสิบปีแล้ว ไม่เห็นเคยเปลี่ยนสักครั้ง
ตอบ เลยนะครับ ว่าถ้าคุณวิ่งปกติดี มันก็แล้วไปครับ แต่ถ้าคุณไปเจอสถานการณ์คับขัน เบรคกะทันหัน เมื่อถึงเวลานั้น คุณจะเข้าใจว่า โช้คนั้นสำคัญกับการทรงตัวของรถขนาดไหน คุณจะแลกเงินไม่กี่พันบาท กับความปลอดภัยของชีวิตหรือครับ

เปลี่ยนทัศนคติกันใหม่นะครับ ที่เยอรมัน เค้าบอกว่า “Shock Absorber condition cannot be compromised.” ครับ

อ้อ มักมีคนถามผม เรื่องโช้คปรับได้ ปรับไม่ได้ ว่าเป็นอย่างไรนะครับ
ผม เคยยกมือถามที่เยอรมันแล้วครับ เค้าบอกว่า จริงๆแล้ว มันแทบจะไม่ได้ช่วยปรับอะไรได้มากสักเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่ใช่คนบ้ารถมากจริงๆ คุณจะไม่เห็นความแตกต่างมากนักครับ จุดสำคัญคือ ใช้ให้ตรงรุ่น ตรงสเป็ก เป็นใช้ได้ครับ